
ข้างหลังภาพ วรรณกรรมสุดคลาสสิกของศรีบูรพา มีโอกาสได้ชมผลงานซึ่งเป็นภาพยนตร์รีเมค ที่เคน ธีรเดช ประกบคู่กับคุณคาร่า พลสิทธิ์ คงจะประมาณ ม.2 และก็ได้มีโอกาสชม ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิคคัล อีกครั้งในปี 3 โดยคณะที่ไปดูด้วย เป็นคณะเดิมกับเมื่อครั้งกระนั้น นั่นก็คือ คณะครอบครัวนั่นเอง เป็นการย้อนเวลากลับไปวันเก่าๆอีกครั้ง กอปรกับได้มีโอกาสดูรายการหนังกลางแปลง ตอน เปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับผุ้นำวรรณกรรมนี้ลงแผ่นฟิล์มครั้งแรก ทำให้มีความสนใจในข้างหลังภาพ เดอะมิวสิคคัลมากขึ้น
เริ่มเรื่องจากปัจจุบัน แล้วจึงเล่าถึงอดีตที่ผ่านมา ช่วงแรกของละครเพลง เดินเรื่องตั้งแต่คุณหญิงกีรติตัดสินใจแต่งงาน ตามคำแนะนำของผู้เป็นบุพการี และจนคุณหญิงกีรติพบกับนพพร พระนางของเรื่องนั่นเอง ช่วงนี้รู้สึกโรแมนติกมากๆ จากบรรยากาศของประเทศญี่ปุ่นด้วย ที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ ซึ่งละครเวทีก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศด้อยกว่าภาพยนตร์เลยทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะอ่อน(กระจอก)กว่าภาพยนตร์ แต่สุดท้ายแล้วเรื่องฉากกลับเป็นจุดเด่นอีกจุดนึงของละครเพลงเวทีก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากน้ำตกมิตาเกะ ที่ใช้เทคนิคสุดยอด ให้เห็นน้ำตกจริงๆเปียกจริงๆ ทำให้ผู้คนหลายคนบนที่นั่งชั้นบนชะเงอชะโงกหน้ามองลงมากันเต็มที่และแน่นอนผมก็คือหนึ่งในนั้น โดยในฉากนั้นเป็นตอนที่นพพร สารภาพความในใจต่อคุณหญิงกีรติ โดยที่ผ่านมาใช้นัยในการบอกทั้งสิ้น หรือภาษาวัยรุ่นก็คือ หลังจากที่ม่อมานานเพิ่งจะมาบอกตรงๆโต้งๆ ไม่ต้องตีความก็ฉากนี้นี่แหละ ซึ่งโดยรวมแล้วช่วงแรกของละครเพลงสื่อความโรแมนติกออกมาได้เป็นอย่างดี
ช่วงที่สองเป็นดราม่าล้วนๆ ที่สะท้อนความรักที่ต้องพลัดพรากจากกัน ด้วนหน้าที่และภาระในสังคมทำให้ทั้งคู่ต้องเดินคู่ขนานกัน และด้วยอุปสรรคระยะทางความห่างไกลทำให้เกิดระยะห่างในที่สุดต้องจบด้วยความเศร้าอย่างที่หลายคนทราบดีกันอยู่แล้ว ด้วยเสียงเพลงและความสามารถของนักแสดง กอปรกับบทที่ละเมียดในการประพันธ์ รวมแล้วทำให้หลายคนน้ำตาซึมอย่างง่ายดาย อีกอย่างที่เด่นในละครเวทีเพลงคือมีการเสียดสีการเมืองที่กำลังรุ่งโรจน์ของสังคมไทยในปัจจุบัน ทำให้หลายคนแสบๆคันๆตามๆกันไป อย่างเช่นมีฉากนึงที่มีการจับมือไขว้ๆกันอย่างที่ผู้มีอำนาจชอบทำกัน ถ้าไม่สังเกตุจะไม่เห็นว่าเค้ากำลังล้อเรียนใคร แต่ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าคนเตี้ย(ห)ๆ คนนั้นแหละโดนไปหลายดอกเลย และอีกตอนนึงที่ทำให้หดหู่คือตัวละครในเรื่องแสดงทัศนะเรื่องการเมือง ทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยไทยใช้มาเกือบ80ปีแล้วแต่กลับพัฒนาไปอย่างก้าวหน้าแซงนานาอารยประเทศอื่นๆอย่างเห็นได้ชัดที่สุด สุดยอดจริงๆเลยพี่ไทยเอ๋ย
Symbolic หนึ่งที่อยู่ในข้างหลังภาพคือการสร้างภาพ สนใจแต่การสร้างภาพตกแต่งให้สวยงาม หาใช่สนใจสิ่งที่อยู่ภายในไม่ ซึ่งคนไทยมีความสามารถในการสร้างภาพอันดับต้นๆของโลก ภาษาชาวบ้านก็คือผักชีโรยหน้าเก่ง คงเป็นเพราะสิ่งนี้แหละที่ลวงตาเรา ทำให้สังคมไทยยังคงมีปัญหาซ้ำๆซากๆ ยิ่งในปัจจุบันสิ่งลวงตามากขึ้นนานัปการ ทำให้มากคนหลงในภาพ เป็นฉากที่คุณหญิงกีรติมอบภาพเขียนสีน้ำของน้ำตกมิตาเกะให้กับนพพรก่อนสิ้นใจ ได้กล่าวทำนองว่า"ฝีมือไม่ดีเท่าไหร่นะ แต่ยังไงชั้นก็ตั้งใจ วาดมาจากข้างใน" ตรงกับข้อคิดจากวรรณกรรมเด็กสุดคลาสสิกเรื่องเจ้าชายน้อยที่ว่า "สิ่งที่สำคัญมองเห็นไม่ได้ด้วยตา แต่ต้องมองเห็นด้วยใจ"
อีกสัญลักษณ์หนึ่งที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้ คือ เรื่องของทุนนิยม เปรียบท่านอธิการบดีสามีของคุณหญิงกีรติเป็นทุนนิยม นายทุน คนรวยที่มีอำนาจ ทำให้ไม่ต้องมีความรักก็สามารถรักกันได้หลังจากขึ้นหอแล้ว ส่วนนพพรเป็นคนที่มีแต่ความรัก ความรักล้วนๆ แต่สุดท้ายความรักก็กินไม่ได้ ต้องแพ้ให้กับเงินและอำนาจรวมทั้งสถานะทางสังคมของพระนางที่ต่างกันมาก รวมทั้งเรื่องอายุด้วยทำให้ไม่อาจจะฝ่าอุปสรรคนั้นไปได้ ต้องจบความรักของทั้งสองทั้งน้ำตา แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งสอนให้เรารู้ว่าถ้าเราจะรักใครหรือดูแลใครให้ได้เราต้องมีควาพร้อม สามารถดูแลคนสำคัญคนนั้นได้ และยิ่งในปัจจุบันเงินกับความรักเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันแล้ว เนื่องจากว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เค้าไปถึงจุดหนึ่งจุดนั้นที่จะสามารถมีความสุขได้
สุดท้ายเรื่องนี้ยังให้แง่คิดอีกว่า คนเราไม่เหมือนกัน ทำให้มุมมองในด้านต่างๆยากที่จะเหมือนด้วย แต่คนที่ต่างความเห็นต่างมุมมองทำไมจะอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ได้ ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันแล้วช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ประเทศไทยของเราจะได้มีการเมืองที่ล่มจม อัปปรีย์แซงหน้านานาอารยประเทศอื่นบ้าง